เทคนิคเลือกโต๊ะ เก้าอี้ทำงานอย่างไร ไม่ให้เป็นออฟฟิศซินโดรม

 

The Selection’s Choice

เทคนิคเลือกโต๊ะ เก้าอี้ทำงานอย่างไร ไม่ให้เป็นออฟฟิศซินโดรม

เชื่อว่าหลายคนคงเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์สวยงามและมีฟังก์ชันการใช้งานที่ถูกใจ แต่นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว การเลือกใช้โต๊ะและเก้าอี้ให้เหมาะสมกับสรีระก็จะส่งผลดีต่อผู้ใช้งาน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่มักจะนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และมีข้อจำกัดในการใช้งานโต๊ะ เก้าอี้ของสำนักงานที่มีอยู่เดิม อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพ เช่น อาการปวดคอ บ่า ไหล่ และหนึ่งในนั้นคือโรคออฟฟิศซินโดรม รวมถึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราควรรู้จักวิธีการใช้งานโต๊ะ เก้าอี้ให้เหมาะกับสรีระของเรามากที่สุด เพื่อเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคดังกล่าวได้

 

โต๊ะพอดีกับช่วงตัว  โต๊ะไม่สูงหรือต่ำเกินไป แขนวางระนาบและตั้งฉากกับโต๊ะได้ จะช่วยลดอาการปวดบ่าและไหล่ มุมขอบโต๊ะโค้งมน            ไม่มีเหลี่ยมแหลม ป้องกันการกดทับเส้นประสาทบริเวณแขนส่วนล่าง

 

จอคอมระดับสายตา วางจอให้ห่างจากตัวประมาณ 1 ช่วงแขน หากต้องทำงาน 2 จอพร้อมกัน ควรหาจุดวางใกล้กันไม่เอียงไปมา                 หรือข้างใดข้างหนึ่งจนเกินไป

 

วางคีย์บอร์ดพิมพ์สะดวก วางคีย์บอร์ดและเม้าท์ให้สามารถเคลื่อนไหวข้อมือได้ดี ไม่ต้องยกไหล่หรือเกร็งแขน

 

 

จัดพื้นที่ใกล้-ไกลตัว ตามการใช้งาน
• 35-45 ซม. พื้นที่วางของใช้ตลอดเวลา เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ปากกา สมุดจดโน๊ต
• 70 – 90 ซม. หยิบของใช้งานบ่อย โดยยืดแขนเอื้อมถึง ไม่ต้องเอนตัว
• 100-130 ซม. หยิบสิ่งของที่ใช้เป็นครั้งคราว

 

 

ปรับความสูงเก้าอี้ให้พอดี ข้อศอกทำมุม 90 องศากับโต๊ะ หัวเข่าต้องไม่ชนหรืออยู่ต่ำกว่าใต้โต๊ะจนเกินไป หากเท้าแตะไม่ถึงพื้น                    อาจใช้ที่พักเท้า เพื่อลดการกดทับของต้นขาและการนั่งห้อยเท้า

 

        เคลื่อนไหวได้สะดวก ขณะนั่งทำงานสามารถหมุน โยก หรือปรับเปลี่ยนท่วงท่าได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด

          พนักพิงช่วยพยุงหลัง ควรเลือกแบบเต็มแผ่นหลัง เพื่อพยุงและรองรับกระดูกสันหลังขณะนั่งทำงาน

          เบาะรองนั่งกระจายน้ำหนัก เลือกเบาะนิ่มพอประมาณ เพื่อกระจายน้ำหนักอย่างทั่วถึง ไม่ควรเลือกเบาะนิ่มเกินไป เพราะนั่งแล้วตัวจะยุบลง

เมื่อเราเรียนรู้วิธีใช้โต๊ะและเก้าอี้ให้เหมาะสมกับสรีระ เตรียมพร้อมสำหรับการทำงานแล้ว ปัจจัยหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ มุมที่นั่งทำงานควรมีแสงสว่างส่องถึงอย่างเพียงพอด้วยเช่นกัน และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ร่างกายของเราต้องการการพักผ่อน อย่าใช้งานร่างกายหนักเกินไป ควรมีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 1 ชั่วโมง เพื่อลดความเหนื่อยล้า ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ให้พร้อมทำงานได้อย่างเต็มที่

 

เรียบเรียงข้อมูลจาก

  • จุลสารชีวอนามัย คณะแพทย์ฯ รพ.รามาธิบดี
  • การจัดโต๊ะทำงานและเก้าอี้ให้ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ โดย สมาคมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน (ส.อ.ป.)

เสริมเกราะป้องกันต้านโควิดระลอกใหม่

The Selection’s Choices

เสริมเกราะป้องกันต้านโควิดระลอกใหม่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการใช้ชีวิตท่ามกลางโรคระบาดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทุกอย่างจะง่ายขึ้นเมื่อเราเตรียมความพร้อมทั้งสุขภาพภายใน

และภายนอกให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงระลอกใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

ถึงแม้ว่าภาครัฐจะเริ่มมีนโยบายผ่อนปรนในเรื่องของการสวมใส่หน้ากากอนามัยแล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าทุกที่ที่เราไปนั้นไม่มีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการไม่ประมาทคือสิ่งที่ดีที่สุดโดยเริ่มจากการดูแลตัวเองให้ดี อย่างแรกเลยสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวันก็คือ “การสวมหน้ากากอนามัย” และ “ล้างมือ” บ่อยๆ หน้ากากอนามัยที่เหมาะสำหรับการป้องกันโรค แนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยหรือ Surgical Mask ไม่ควรใช้หน้ากากผ้าหรือหน้ากากแฟชั่น สวมใส่โดยการหันด้านสีอ่อนหรือสีขาวหันเข้าหาตัว เพราะเป็นส่วนที่สามารถดูดซับน้ำลายหรือสารคัดหลั่งจากตัวเรา ชั้นกลางจะมีแผ่นกรองเชื้อโรค และให้ใช้ด้านที่มีสีเข้มหรือมีลักษณะมันวาวอยู่ด้านนอก เนื่องจากเป็นส่วนที่กันน้ำไม่ให้ซึมเข้าไป ดังนั้นเกราะป้องกันแรกที่เราทุกคนต้องทำคือสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี และต้องหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการสะสม  ของแบคทีเรียและเชื้อโรค รวมถึงช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้อย่างดีอีกด้วย

 

วิตามิน C เป็นวิตามินที่สำคัญมากๆ เนื่องจากวิตามินซี มีส่วนช่วยในการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยกระบวนการทำลายเชื้อโรค ป้องกันการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และต้านการอักเสบ โดยอาหารที่มีวิตามินสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง พริกหยวก เป็นต้น

วิตามิน D มีบทบาทกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวโมโนไซต์ และมาโครฟาจซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สำคัญในการช่วยลดการอักเสบ ต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม โดยสามารถรับได้จากแสงแดดตอนเช้าก่อน 9 โมง และสามารถรับวิตามิน D ได้จากอาหารอย่าง ปลาชนิดต่างๆ นม ไข่แดง ชีส และตับ

Zinc หรือ สังกะสี ช่วยลดการติดเชื้อไวรัสในร่างกาย  มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต รวมทั้งควบคุมการทำงานของเอนไซม์ที่เป็นกลไกหลักในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งแหล่งอาหารที่ดีและสามารถดูดซึมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องใน หอยนางรม สัตว์ปีก และปลา

 

การออกกำลังกายช่วยทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น เพราะช่วยลดความกังวลภาวะซึมเศร้า และอารมณ์ด้านลบลงได้ ซึ่งการใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน แบ่งให้กับการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณนั้น มี Self-Esteem เพิ่มขึ้น อีกทั้งยัง สามารถบรรเทาความรู้สึก การนับถือตนเองต่ำ (Low Self-Esteem) และการปลีกตัวออกจากสังคมได้อีกด้วย โดยระยะเวลาของการออกกำลังกายที่ดีคือ การออกกำลังกาย 30 นาที ด้วยความเข้มข้นปานกลาง ถือว่าเพียงพอที่จะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว “ลดคอเลสเตอรอล ทำให้สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น” การออกกำลังกายถือว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพ ป้องกันการลดลงของมวลกล้ามเนื้อ ช่วยไม่ให้น้ำหนักเพิ่มกลับขึ้นมาอีก และยังช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานหรือความฟิตของหัวใจ พร้อมทั้งช่วยให้ระดับไขมันในเลือดและความดันโลหิตดีขึ้นอีกด้วย 3 เกราะป้องกันง่ายๆ ที่เราสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ทำให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค ร่างกายแข็งแรง และมี                                                                        สุขภาพจิตที่ดี ถ้าเราฝึกบ่อยๆ ให้เป็นนิสัยก็จะสามารถช่วยให้เราปลอดภัย และมีสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก

 

มื้อเช้ามื้อสำคัญ

The Selection’s Choices     มื้อเช้ามื้อสำคัญ                         “Eat breakfast like a king, lunch like a prince, and dinner like a pauper”

ประโยคชวนคิดนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร? ทำไมเวลาเช้าถึงควรกินอย่างพระราชา คำตอบง่ายๆ เนื่องจากมื้อเช้าเป็นมื้อแรกของวัน จึงจำเป็นที่จะต้องทานให้เต็มที่ เพื่อทำให้สมอง และร่างกายพร้อมต่อการใช้ชีวิตตลอดทั้งวันนั้นเอง!

 

 

1. อาหารเช้าแบบคลีนๆ

ปัจจุบันนี้เราได้ยินคำว่าอาหารคลีนกันมากขึ้น แล้วการกินคลีนคืออะไร? วันนี้เรามาหาคำตอบกัน
 
การกินคลีน คือ การกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูป และปรุงแต่งที่น้อยที่สุด พูดง่ายๆ คืออาหารที่เรียบง่ายไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งเพิ่มเติม เพื่อให้วัตถุดิบต่างๆ มีสภาพที่ใกล้เคียงจากธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้วัตถุดิบยังคงไว้ซึ่งสารอาหารที่ครบถ้วน 
 
ปัจจุบันการกินคลีนในมื้อเช้าเริ่มเป็นที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ หลายคนจึงอยากเลือกสิ่งดีๆ อุดมไปด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ เข้าสู่ร่างกาย จากที่กล่าวมาข้างต้น วิธีที่ง่ายที่สุด รวดเร็ว และได้ประโยชน์สูงสุด แนะนำเป็นเมนูที่มีผักหรือผลไม้เป็นหลัก สามารถทานสดๆ รองท้องได้ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอม หรือแอปเปิ้ลสักลูกก็อยู่ท้องได้ดีเลยทีเดียว หรือมีเวลาอีกนิดอาจทำสลัดผักแบบง่ายๆ ในตอนเช้า ทานคู่กับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว เกลือ พริกไทย แค่นี้ก็ได้มื้อเช้าง่ายๆ แบบคลีนๆ ด้วยตัวเองแล้ว 
 
2.อาหารเช้าแบบไวๆ ได้ประโยชน์สููง
โยเกิร์ต เป็นอาหารที่รู้จักกันดี แถมมีอยู่ติดครัวกันแทบทุกบ้านอยู่แล้ว เหมาะสำหรับทุกวัย เพราะอร่อย และทานง่าย 
 
วันนี้เราจะมาแนะนำ Greek yogurt เป็นโยเกิร์ตที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นโยเกิร์ตที่ใช้กรรมวิธีแบบพิเศษ โดยการคั้นหางโยเกิร์ต กรองน้ำ และน้ำตาลแลคโตสออกไปจนเกือบหมด ผลที่ได้คือเนื้อของโยเกิร์ตเข้มข้น ทำให้กรีกโยเกิร์ตมีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าโยเกิร์ตทั่วไป และมีโปรตีนมากขึ้นเป็นสองเท่า ทำให้คนเริ่มหันมาเลือกกรีกโยเกิร์ตกันมากขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ตประเภทไหน ก็จัดว่าเป็นแหล่งสารอาหารที่ดีเยี่ยมของแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม วิตามินบี 12 ไอโอดีน และอุดมไปด้วยโปรไบโอติก ที่ช่วยในเรื่องของระบบทางเดินอาหาร ช่วยปรับสมดุลในกระเพาะและลำไส้ สามารถลดความเสี่ยงของการอักเสบและความเจ็บป่วยต่างๆ ได้ ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคภูมิแพ้ และท้องเสียได้อีกด้วย 
 
รู้ถึงคุณประโยขน์ขนาดนี้ เริ่มต้นมื้อเช้าด้วยกรีกโยเกิร์ตเป็นอีกเมนูง่ายๆ ที่ดีต่อสุขภาพ อาจเพิ่มรสชาติที่หลากหลายด้วยการเติมผลไม้ที่ชอบลงไป รวมถึงธัญพืชต่างๆ เพื่อรสชาติที่อร่อยพร้อมทั้งคุณประโยชน์ของสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ 
 
3. มื้อเช้าสำหรับคุณหนู

อาหารเช้าถือเป็นอาหารมื้อที่สำคัญต่อร่างกายมาก เพราะสมองและอวัยวะต่งๆ ต้องการสารอาหารไปหล่อเลี้ยง หลังจากที่ไม่ได้รับอาหารมาตลอดทั้งคืน อาหารเช้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของคุณหนูๆ

คุณพ่อคุณแม่จึงมีความพิถีพิถันในการคัดสรรอาหารที่ดีและมีคุณค่าสำหรับลูกน้อย ซึ่งเด็กในช่วงวัย 6 เดือนถึง 1 ปี นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทานอาหาร คุณหนูฯ จะเริ่มเรียนรู้ลักษณะเนื้ออาหาร จากนมแม่ซึ่งเป็นของเหลวเป็นอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว เช่น ข้าวบดละเอียดหรือโจ๊ก อาหารเสริมตามวัยในช่วงนี้จึงต้องมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียด เหมาะสมกับวัย ต้องมีลักษณะนุ่ม หรืออาหารที่มีชิ้นเล็กๆ เพื่อป้องกันการสำลัก เหมาะสำหรับการป้อนด้วยซ้อน และควรมีน้ำป้อนสลับกันไป คุณหนูๆ จะได้กลืนง่ายไม่สำลักหรือติดคอ หลังจากนั้นควรมีการปรับเปลี่ยนเนื้อสัมผัสให้มีความหยาบมากขึ้นเรื่อยๆ จากอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว ไปเป็นอาหารตามวัยที่มีลักษณะเนื้อสัมผัสแบบข้าวบดหยาบๆ และพัฒนาไปเป็นข้าวสุกหุงนิ่มๆ เมื่ออายุใกล้ 1 ปี

จะเห็นได้ว่า อาหารก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ทั้งเรื่องของร่างกายและสติปัญญาให้กับคุณหนูๆ หากผู้เลี้ยงดูมีความรู้ความเข้าใจที่ดีในการดูแลรื่องอาหารตามวัยอย่างเหมาะสมจะทำให้เด็ก มีพัฒนาการและสุงลักษณะในการกินอาหารที่ดีต่อไปในอนาคต

4. อาหารเช้าแบบ Creative
หากคุณมีปัญหาเรื่องของเมนูอาหารเช้าที่จำเจ หรือคุณแม่ที่ต้องเจอกับปัญหาลูกน้อยไม่ยอมกินข้าวเช้า ยิ่งลูกอยู่ในวัยเรียนแล้วยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะเด็กในช่วงวัยนี้กำลังเติบโต และควรได้รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบ 5 หมู่ วันนี้เราจะมาแก้ปัญหาเบื่ออาหาร ลูกงอแงไม่ยอมทานง้าวด้วยเมนูปิ่นโตสุดครีเอท ด้วยการทำปิ่นโตใส่อาหารเช้า สำหรับเด็กๆ คุณแม่อาจทำเมนูอาหารเป็นรูปการ์ตูนตัวโปรดของหนูๆ หรือใส่เรื่องราวลงไปในข้าวกล่องนั้นๆ เพื่อให้เด็กๆ สนุกกับการรับประหานอาหารเช้ามากยิ่งขึ้น นอกจากอิ่มท้องแล้วยังอิ่มจินตนาการอีกด้วย ซึ่งวิธีการนี้ยังใช้ได้กับคนทุกวัยได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงานเองก็สามารถทำข้าวกล่องสุดครีเอทเอาไว้รับประทานระหว่างวัน จะทำไปฝากเพื่อนร่วมงาน หรือคนที่คุณรักก็เป็นไอเดียที่ดีเลยไม่น้อยตามหลักโภชนาการแล้วอาหารทุกมื้อล้วนสำคัญเท่ากันทั้งหมด โดยควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วนตรงเวลาทุกมื้อ ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และเลือกทานสิ่งที่มีประโยขน์ต่อร่างกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและอย่าลืมหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ร่ายกายของคุณได้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และห่างไกลจากโรคร้าย
 
 

คุณแม่สายไหนใช่คุณ

The Selection’s Choice 

คุณแม่สายไหนใช่คุณ

          ขึ้นชื่อว่าคุณแม่ ถึงแม้จะมีบทบาทเดียวกัน แต่คุณแม่แต่ละคนก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน  วันนี้ The Selection’s Choices จะพาทุกคนมาทำความรู้จัก    คุณแม่ 3 สไตล์ ว่าคุณแม่สายไหนที่ใช่สำหรับคุณ

         “เพราะหากเป็นสินค้าที่ต้องเลือกให้เจ้าตัวเล็กแล้วนอกจากเรื่องความปลอดภัย                 อีกปัจจัยที่สำคัญเลยคือการใช้งาน”

1.คุณแม่สายแอปฯ 

ในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างก้าวกระโดด  เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าแอปพลิเคชันต่างๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวก ในหลากหลายด้านแล้ว ยังเป็นเหมือนคลังความรู้ให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่แต่ละท่านสามารถไปศึกษา และหาคำตอบของเรื่องราวต่างๆ กันได้อย่างเต็มที่ โดยหนึ่งในแอปพลิเคชันที่เราหยิบมาฝากทุกท่านวันนี้ก็คือ ‘the Asianparent’ แอปพลิเคชันดาวน์โหลดฟรี เพื่อนคู่ใจคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ อัดแน่นครบทุกเรื่องราวเกี่ยวกับ การตั้งครรภ์ การเลี้ยงดูทารก พร้อมช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น สิ่งที่ควรระวัง เทคนิคการเลี้ยง วิธีเสริมทักษะของลูกน้อย และอีกมากมายรวมถึงฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

  • คอมมูนิตี้ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์   ㆍบทความการเลี้ยงลูกและครอบครัว
  • ฟีเจอร์โพล สำรวจความคิดเห็น                    ㆍอาหารและโภชนาการ
  • ข้อควรระวัง กิจกรรมอันตราย                     ㆍฟีเจอร์แลกของรางวัล เอาใจคุณพ่อคุณแม่

                                                                                         (ข้อมูลจาก แอปพลิเคชัน the Asianparent)

2.คุณแม่สายกิจกรรม 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน ดูแลบ้าน หรือเลี้ยงลูก การเลือกใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวก  นับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยชีวิตของคุณแม่หลายคน เพราะช่วยประหยัดเวลาและลดทอนความยุ่งยากลง โดยเฉพาะอุปกรณ์อย่างรถเข็นและคาร์ซีท ที่เป็นหัวใจสำคัญเวลาออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน การเลือกอุปกรณ์ที่ได้คุณภาพ ชีวิตของคุณพ่อคุณแม่ก็จะสบายขึ้นไปอีกเยอะ และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเลี้ยงลูกน้อยได้มากขึ้นอีกด้วย สำหรับการเลือกซื้อสินค้า    ให้กับเจ้าตัวเล็ก นอกจากเรื่องความปลอดภัย อีกปัจจัยที่สำคัญเลยคือความคล่องแคล่วในการใช้งาน ที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงวิถีชีวิตประจำวันเป็นอย่างแรก เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละบ้านนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับการใช้ชีวิตจะช่วยตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแน่นอน

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เราอยากแนะนำครอบครัวมือใหม่ในวันนี้ก็คือ รถเข็นจาก Joie รุ่น Travel Systems       รถเข็นสำหรับการเดินทางที่มาพร้อมกับตะกร้าคาร์ซีทจากประเทศอังกฤษ ที่จะมาช่วยคุณดูแลลูกได้      อย่างมั่นใจ เพราะรถเข็นรุ่น Travel Systems นี้สามารถใช้ได้กับทารกตั้งแต่แรกเกิด จุดเด่นก็คือไม่ต้องเคลื่อนย้ายลูกไปมาระหว่างรถเข็นและตะกร้าคาร์ซีท ทำให้การเดินทางในแต่ละครั้งสะดวกสบาย และได้มีเวลาสนุกมากขึ้นทั้งคุณแม่และคุณลูกคุณพ่อ คุณแม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Joie                 เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพและได้รับการทดสอบมาตรฐานระดับสากล เพื่อการันตีว่าสินค้าทุกชนิดได้รับคุณภาพและความปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าตัวน้อย  (ข้อมูลสินค้าจากแบรนด์: Joie)

3. คุณแม่สายกิจกรรม 

อย่างที่เราทราบกันดี เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคนอกจากจะดีต่อสุขภาพของลูกน้อยแล้ว ยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีตามมาอีกด้วย ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคมีอยู่หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้อย่างเสื้อผ้า ของเล่น น้ำยาซักผ้า สบู่ แชมพู และอีกมากมายที่ลูกน้อยต้องสัมผัสอยู่ เป็นประจำทุกวันคุณแม่จึงควรเลือกใช้สินค้าออร์แกนิค เพราะเป็นอีกการดูแลทะนุถนอมลูกน้อยโดยปราศจากสารเคมีที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้

ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่แนะนำก็คือ เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด เพราะนอกจากเรื่องของการออกแบบที่น่ารักดูดีแล้ว ต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับผิวที่บอบบางของลูกน้อยด้วย ควรเลือกชุดที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ เส้นใยที่นุ่ม ใส่สบาย อาจเริ่มจากเสื้อผ้าที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน เพราะช่วยระบายอากาศได้ดี สบายต่อผิว หรือหากต้องการให้มีสีสันหรือลวดลายพิมพ์เราแนะนำให้เลือกเสื้อผ้าที่พิมพ์ด้วยสี  Non-toxic เพื่อไม่ทำให้ผิวของลูกน้อยระคายเคือง เพราะเสื้อผ้า คือสิ่งที่เจ้าตัวเล็กต้องสวมใส่ทั้งวัน ด้วยเหตุผลนี้คุณแม่จึงควรหันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติมากขึ้น เพื่อช่วยลดปัจจัยของการเกิดผด ผื่น และปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย

เราจะเห็นเลยว่าคุณแม่ทั้ง 3 สาย ล้วนมีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน  แต่ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่สายไหนล้วนมีลูกน้อยเป็นหัวใจสำคัญที่สุด  เพราะสิ่งที่คุณแม่ทุกคนต้องการก็คือการเห็นเจ้าตัวเล็กของเราเติบโตได้อย่างสมวัย สุขภาพดีและมีความสุข

(ข้อมูลจาก : https://papaexpert.com/articles/newborn-baby-clothes, https://www.topspicks.tops.co.th/single-post/organic-products-the-best-choices-for-infants)