เครื่องดื่มดีต่อใจ เพิ่มพลังให้วัยทำงาน

 

 

We are          what we eat      เครื่องดื่มดีต่อใจ เพิ่มพลังให้วัยทำงาน

 

เมื่อถึงจุดที่ร่างกายเกิดความอ่อนล้า รู้สึกเหนื่อยระหว่างวันจากการทำงานหนัก อาจทำให้เราสูญเสียพลังงานในร่างกายและพลังงานสมอง The Selection     ขอแนะนำวิธีหนึ่งในการเพิ่มพลังให้คุณลุยงานต่อได้ นั่นคือ เครื่องดื่มสดชื่น กระปรี้กระเปร่าที่ควรมีติดโต๊ะทำงาน หรือจะมีขนมกินกรุบกริบกินควบคู่เพิ่มความอร่อยไปด้วยก็ไม่ว่ากัน

 

             เมนูเครื่องดื่มแสนสดชื่น ต้องยกให้ Smoothie เลย วัยทำงานคนไหนรักสุขภาพ แนะนำให้เลือกผลไม้รสหวานน้อยและพืชผักสีเขียวเป็นส่วนประกอบหลัก  เช่น ผักคะน้า ผักโขม ผักเคล ผักกาดหอมและแอปเปิลเขียว ช่วยขับสารพิษในร่างกาย หากดื่ม Green Smoothie แก้วใหญ่ (500 มิลลิลิตร) จะได้รับวิตามินเคสูงถึง 500 % ของปริมาณที่ควรบริโภคต่อวัน ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก และลดเสี่ยงโรคเบาหวานจากการกินขนมจุบจิบ อีกหนึ่งตัวเลือกไขมันดี คือ Smoothie อะโวคาโด สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ลองโรยข้าวโอ๊ต      เมล็ดเจียลงไปด้วย ก็จะช่วยเพิ่มไฟเบอร์ ทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ดีขึ้น หรือจะ Topping ด้วย ถั่วอัลมอนด์ ซึ่งอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ก็ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากความอ่อนล้าระหว่างวันได้นะ

                                                                                      เครื่องดื่มสีน้ำตาลเข้ม รสชาติขม แต่หอมอร่อย กลมกล่อม ผลิตจากเมล็ดของต้น Cacao                 มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียดจากการทำงานได้ ดื่มโกโก้ 1 แก้วใหญ่ (500 มิลลิลิตร) จะมี                กรดอะมิโน Tryptophan ประมาณ 300 มิลลิกรัม ซึ่งจะช่วยสร้าง Serotonin ทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย และยังมีสาร Flavonoids มากกว่า 350 มิลลิกรัม ที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง เมื่อใดที่รู้สึกอ่อนล้า ลองให้โกโก้เป็นเพื่อนคู่ใจคุณยามบ่ายสักครั้ง

 

                                                                                                  ตัวช่วยบำรุงสมอง คิดงานคล่อง ลองดื่มน้ำบีทรูทสักแก้ว ผักสีแดงสด รสเปรี้ยวอมหวานนี้ หัวบีทรูทดิบ 100 กรัม อุดมไปด้วยสารไนเตรทมากถึง 250 กรัม ซึ่งเป็นสารที่จะช่วยให้ร่างกายดูดซับออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ 2 ไมโครกรัม และเบต้าแคโรทีน 20 ไมโครกรัม ช่วยบำรุงสายตา เหมาะสำหรับชาวออฟฟิศที่จ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ แนะนำว่าคนไหนชอบ Hang Out หลังเลิกงาน ต้องหามาชิมสักแก้ว เพราะเม็ดสีของบีทรูทช่วยกระตุ้นการทำงาน                                                                                                 ของตับให้ขับสารพิษได้ แต่ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ คือ ไม่ควรดื่มเป็นประจำ                                                                                                       เพราะสารอาหารบีทรูทมีผลทำให้ระดับความดันโลหิตต่ำลง

 

 

ทำงานอยู่ในห้องแอร์หรือนั่งประชุมนานๆ อาจรู้สึกคอแห้ง เจ็บคอ พักเบรคจิบน้ำผึ้งมะนาวสักนิด เพราะในน้ำผึ้งมะนาว 1 แก้ว (250 มิลลิลิตร) มีกรดซิตริก และวิตามินซีอยู่มากกว่า 40% ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน ช่วยให้ชุ่มคอและลดอาการไอได้  ส่วนน้ำผึ้งยังมีโพรไบ-โอติกส์และแลคโตบาซิลัส ส่งผลดีต่อระบบการย่อยอาหาร ปรับความสมดุลการทำงานของลำไส้  สูตรการทำก็ไม่ยาก เพียงบีบมะนาวครึ่งลูกและน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ผสมในน้ำอุ่น 1 แก้ว                                                                                                           คนให้เข้ากัน เพียงเท่านี้เราก็จะได้น้ำผึ้งมะนาวที่หอมละมุน เติมความสดชื่นบนให้แก่ช่วงเวลา                                                                                                         ทำงานของคุณแล้วล่ะ

 

                                                                                                                    ชาเขียวแบบใส ไม่ใส่นม เหมาะกับคนทำงานที่รักสุขภาพ เพราะชาเขียว  1 แก้ว (200 มิลลิลิตร)  ให้พลังงานต่ำเพียงประมาณ 100 แคลอรี่ มี Caffeine เล็กน้อยประมาณ 14 มิลลิกรัม ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายความตึงเครียดของศีรษะและเบ้าตา ชงในน้ำร้อน 1 – 2 ช้อนชาก็เพียงพอ ไม่แนะนำให้ดื่มในปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับตอนกลางคืน ระหว่างวันลองชวนเพื่อนๆ พักเบรค มาปาร์ตี้ Afternoon Tea สักนิด รับรองว่าจะรู้สึกสดชื่น                                                                                                                     ตื่นจากความเหนื่อยล้าแน่นอน

 

ผลไม้ยอดนิยมของไทย หอมหวานอร่อย เครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติของน้ำมะพร้าวที่มีฤทธิ์เย็น จึงช่วยรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว ป้องกันการสูญเสียน้ำได้เป็นอย่างดี น้ำมะพร้าว 240 มิลลิลิตร มีแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามินซี 34 มิลลิกรัม แคลเซียม 38 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 38 มิลลิกรัม ฯลฯ อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว ประโยชน์เยอะขนาดนี้ ลองดื่มน้ำ-                                                                                                      มะพร้าวแบบแช่เย็นสักแก้ว รับรองว่าจะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้คุณมีแรงทำงานต่อได้แน่นอน

 

                                                                                                                                                                                   พืชสมุนไพรประจำบ้าน กลิ่นหอมชื่นใจที่ไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยแก้อาการอ่อนเพลียและดับกระหายได้ ในใบเตย 100 กรัม จะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลายชนิด ทั้งวิตามินซี วิตามินบี 3   (ไนอะซิน) 8 มิลลิกรัม ช่วยลดระดับไขมันในเลือด มีเบต้าแคโรทีน 3 ไมโครกรัม ช่วยป้องกัน         โรคข้ออักเสบ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีแคโรทีนอยด์ ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ                                                                                                     ที่เสียหายจากอนุมูลอิสระ วิธีทำก็ง่าย เพียงนำใบเตยหั่นเป็นท่อน ต้มลงในน้ำเดือด ใส่น้ำตาล                                                                                                       และเกลืออีกสักนิดเป็นอันเสร็จ ใครพอมีเวลาลองทำน้ำใบเตยไว้ดื่มเองหรือจะแบ่งเพื่อนร่วมงาน                                                                                                   สดชื่นไปด้วยกัน  ก็เป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานให้ดีขึ้นเหมือนกันนะ

 

เรียบเรียงข้อมูลจากเว็บไซต์ sanook.com, kapook.com, KomChadLuek Online, pharmacy.mahidol.ac.th

5 อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน Covid-19

We Are What We Eat

5 อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน Covid-19

“เพราะภูมิคุ้มกันของเราทุกคน ไม่ได้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องหมั่นดูแลระบบภูมิคุ้มกัน

ด้วยการปรับเปลี่ยน การเลือกรับประทานอาหาร”

We are what we eat จะพาคุณมาทำความเข้าใจต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเรา และแนะนำอาหารดีๆ ที่เหมาะสมในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านโควิด 19 

ระบบภูมิคุ้มกัน หรือ Immune system คือระบบที่ประกอบขึ้นจากโครงสร้างและกระบวนการทางชีวภาพหลายอย่างประกอบกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนั้นสำคัญกับเราเป็นอย่างมากเพราะจะช่วยปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม ช่วยไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหมั่นคอยบำรุงให้แข็งแรงอยู่เสมอ และยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของ Covid-19 นั้นเป็นช่วงที่สำคัญอย่างมากในการบำรุงเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้หลายคนได้หันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ทั้งอาหารหลัก อาหารเสริม กันมากขึ้นโดยวันนี้เราจะมาขอแนะนำวิตามิน 5 ชนิด ที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายดังนี้

สารอาหารยอดนิยมที่เราคุ้นเคย ร่างกายควรได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอคือ 25-100 กรัม หรือ 400 กรัมต่อวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงอายุ โดยแหล่งวิตามินซีในอาหารพบได้ง่ายๆ ตามผักและผลไม้เป็นเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ มะละกอแขกดำ ทุเรียนหมอนทอง พริกหวาน  ผักคะน้า บร็อคโคลี่ และอื่นๆ อีกมากมาย

เป็นสารอาหารที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แหล่งอาหารของวิตามินเอที่สามารถดูดซึม และใช้ประโยชน์ได้สูง คือ พวกเครื่องในสัตว์ นม ไข่แดง นอกจากนี้ยังมีแหล่งอาหารจากพืชจำพวกผักใบเขียวเข้ม และผลไม้สีเหลืองอย่างตำลึง ผักบุ้ง ฟักทอง มะละกอสุก เป็นต้น

สารอาหารที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันในรูปแบบของอาหารเสริม แต่รู้หรือไม่ว่าแหล่งอาหารของสังกะสีก็สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ เช่น เครื่องใน หอยนางรม สัตว์ปีก และปลา มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต และแบ่งเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งควบคุมการทำงานของเอนไซม์ที่เป็นกลไกหลักในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เรียกว่าเป็นสารอาหารมีดีไม่แพ้ โปรตีน และ วิตามินซีกับเอ กันเลยทีเดียว

สารอาหารที่สายควบคุมคาร์โบไฮเดรตต้องกดไลค์ เพราะสารอาหารชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มคนรักสุขภาพ และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งโปรตีนนั้นหลายคนอาจไม่รู้ว่า โปรตีนที่มีคุณภาพดีจะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ครบถ้วนต่อร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกัน และสารภูมิคุ้มกันต่างๆ ได้ โดยแหล่งอาหารจากโปรตีนไม่จำเป็นต้องได้รับจากเนื้อสัตว์ ไข่ นม เท่านั้น แต่โปรตีนจากพืช อย่างเช่น ถั่วต่างๆ เมล็ดพืชต่างๆ ก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีได้เช่นกัน ทีนี้เราเริ่มรู้จักวิตามินต่างๆ กันมากขึ้นแล้ว ก็อย่าลืมเติมเต็มวิตามินให้ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ เพื่อเสริมภูมิคุ้มให้กับร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันร่างกายให้ปลอดภัยจาก Covid-19 ที่สำคัญนอกจากการรับสารอาหารที่ครบถ้วนแล้วอย่าลืมหมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพออยู่เสมอๆ

โพรไบโอติก และพรีไบโอติก หรือ จุลินทรีย์สุขภาพ นี่ถือว่าเป็น   คำยอดฮิตในกลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพ เพราะมีส่วนช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย โดยสารอาหารสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพ                                                                                                                                                    ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในแหล่งอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืช                                                                                                                                                          ข้าวโอ๊ต และหอมหัวใหญ่

       ทีนี้เราเริ่มรู้จักวิตามินต่างๆ กันมากขึ้นแล้ว ก็อย่าลืมเติมเต็มวิตามินให้ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ เพื่อเสริมภูมิคุ้มให้กับร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันร่างกายให้ปลอดภัยจาก Covid-19 ที่สำคัญนอกจากการรับสารอาหารที่ครบถ้วนแล้วอย่าลืมหมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ

 

แข็งแรงทั้งครอบครัว เลือกอาหารให้เหมาะในแต่ละช่วงวัย

   We are what we eat              แข็งแรงทั้งครอบครัว              เลือกอาหารให้เหมาะในแต่ละช่วงวัย

 

 

             กินดีมีชัยไปกว่าครึ่ง จะกลายเป็นประโยคที่พิเศษกว่าเดิมเพราะ เทรนด์นวัตกรรม ”PERSONALISED FOODS” กำลังมา อาหารตามสั่งที่พิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะคือเทรนด์ที่เริ่มมีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย โดยเราจะมีอาหารมื้อพิเศษสำหรับเราโดยเฉพาะ ซึ่งจะวิเคราะห์จาก DNA ของแต่ละบุคคล ที่จะปฏิวัติโลกของการกินอาหารไปตลอดกาล แต่ก่อนที่จะเริ่มทำความรู้จัก “PERSONALISED FOODS” เรามาเตรียมตัวกันสักเล็กน้อยกับวิธีการ CUSTOMIZED FOODS เลือกอาหารให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัยกันไว้รอเลยดีกว่า โดยในวันนี้เราจะมาเลือกอาหารในแต่ละช่วงวัยเพื่อให้เหมาะกับทุกคนในครอบครัว

วัยเด็กก่อนวัยเรียน อายุ 1-5 ปี
เป็นวัยที่ยังไม่สามารถรับประทานอาหารได้หลากหลายมากนัก คุณแม่สามารถแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ สลับกับของว่างที่มีประโยชน์ เพื่อฝึกฝนให้ลูกน้อยกินผักและผลไม้ โดยอาจจะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือผสมลงไปในเมนูอาหาร ให้มีสีสันสวยงาม น่ารับประทาน

เด็กวัยเรียน อายุ 6 – 12 ปี
เด็กวัยนี้ร่างกายเริ่มทำงานมากขึ้น ในวัยนี้ควรให้ความสำคัญโดยควรจะรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง เพื่อการเจริญเติบโตและเสริมสร้างความเเข็งแรงของกระดูกและฟัน อาจเน้นการบริโภคนม และผลิตภัณฑ์จากนมในทุกมื้ออาหาร เพื่อให้ได้รับโปรตีน และแคลเซียมอย่างเพียงพอ ซึ่งนมที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยนี้ คือ นมครบส่วน หรือนมไขมันเต็มเพราะให้พลังงานที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย และควรเป็นนมรสจืดที่ไม่ปรุงแต่งสีและรสชาติ

วัยรุ่น
วัยนี้สามารถรับประทานอาหารได้หลากหลายมากขึ้น แต่ก็ยังคงต้องดูแลในเรื่องของการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เด็กในวัยนี้มีการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยอาจจะต้องเพิ่มอาหารที่มีพลังงานสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน และอีกหนี่งปัญหาสำคัญในวัยรุ่นคือการ “การอดอาหาร” เพราะเป็นช่วงวัยที่ให้ความสำคัญกับรูปร่าง และสัดส่วนของร่างกาย ซึ่งไม่ควรใช้วิธีการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก แต่ควรใช้วิธีการรับประทานอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสมและ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจเลือกทานอาหารที่มีไขมันน้อย น้ำตาลน้อย และดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน

วัยผู้ใหญ่
อาหารสำคัญของคนวัยนี้ควรเลือกอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักและผลไม้ ข้าว แป้งที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ได้แก่ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลต์วีต และธัญพืชต่างๆ รับประทานอาหารที่ให้โปรตีนอย่างเหมาะสม เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับส่วนสูงของตนเอง ทั้งนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันด้วย

ผู้สูงอายุ
วัยนี้จะมีการเสื่อมถอยของร่างกาย ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เน้นอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายและสมอง โดยเลือกอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ ปลา และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เสริมสร้างกระดูกด้วยนมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ เต้าหู้แข็ง ผักใบสีเขียวเข้ม รวมไปถึงผลไม้ และที่สำคัญคือการดื่มน้ำให้เพียงพอ

“การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกช่วงวัยอาจเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ที่จำเป็นต่อช่วงวัยนั้นๆ เป็นพิเศษ”  

จะเห็นได้ว่าการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกช่วงวัย อาจเน้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่จำเป็นต่อช่วงวัยนั้นๆ เป็นพิเศษ
แต่อีกส่วนสำคัญที่ควรคำนึงถึง คือปริมาณของ “โซเดียม” ที่มีอยู่ในอาหารต่างๆ แล้วโซเดียมคืออะไร? มีข้อดีและมีโทษอะไรกับร่างกายบ้าง

โซเดียม คือ เกลือแร่ชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยในการควบคุมสมดุลของน้ำ พร้อมกับดูดซึมสารอาหารและเกลือแร่ในไต ลำไส้เล็ก ช่วยให้เซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้เป็นปกติ พร้อมช่วยควบคุมความดันโลหิต โดยทั่วไปโซเดียมมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น ข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสต่างๆ ควรบริโภคโซเดียมในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย หากมีปริมาณโซเดียมน้อยเกินไป จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย แต่หากบริโภคโซเดียมมากเกินไปจะส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคเบาหวาน โรคอ้วนได้เป็นต้น

ร่างกายของเราต้องการปริมาณโซเดียมแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกาย เพศ และอายุ โดยทั่วไปแล้วสามารถบริโภคโซเดียมสูงสุดโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่ที่ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน โดยปกติคนเราจะได้รับปริมาณโซเดียมจากอาหารธรรมชาติประมาณ 600 – 800 มก./วันอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเราเลือกครื่องปรุงรสที่มีปริมาณโซเดียม ไม่เกิน 700-1,600 มก. จะสามารถช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ และหากเราบริโภคโซเดียมในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ เมื่อสะสมไปนานๆ ในอนาคต โอกาสของการเกิดโรคอย่าง โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจก็อยู่ไม่ไกล เพราะฉะนั้นการปรุงรสเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เราควรคำนึงถึง นอกเหนือจากสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายต้องการในแต่ละช่วงวัยอีกด้วย 

ทานอาหารอย่างไร ให้เพิ่มประสิทธิภาพน้ำนม

  

We Are    What We Eat
ทานอาหารอย่างไร                                ให้เพิ่มประสิทธิภาพน้ำนม

 

        คุณแม่ทุกคนน่าจะพอทราบกันดีว่า  นมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย น้ำนมมีสารอาหารที่จำเป็น ย่อยง่าย ที่สำคัญยังช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค และ   ส่งผลต่อพัฒนาการของลูกอีกด้วย นอกจากนั้น การป้อนนมลูกเป็นเหมือนการสร้างความผูกพันและมอบความรู้สึกปลอดภัยให้กับลูกน้อย หรือพูดง่ายๆ       ก็คือดีต่อกาย ดีต่อใจ ดีต่อสมอง และดีต่อตัวคุณแม่เองด้วย

        โดยในช่วง 6 เดือนแรกน้ำนมแม่สามารถใช้เป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียวได้เลย และถึงแม้ลูกจะมีอายุเกิน 6 เดือนไปแล้ว นมแม่ก็ยังสามารถเป็นอาหารเสริมที่มีคุณประโยชน์ได้อย่างมหาศาล แต่หนึ่งในปัญหาที่พบเจอได้บ่อยๆ คือน้ำนมคุณแม่มีไม่เพียงพอ ทาง The Selection ขอแนะนำวิธีสังเกตปริมาณน้ำนม สำหรับคุณแม่ดังนี้

      1. สามารถดูได้จากขณะที่ลูกน้อยดูดนมข้างใดข้างหนึ่งจะมีน้ำนมออกจากเต้าอีกข้างด้วย

      2. ดูเวลานอนของลูก หลังจากกินนมอิ่มแล้วถ้าลูกนอนได้ 2-3 ชั่วโมง ในแต่ละมื้อ แสดงว่าน้ำนมคุณแม่เพียงพอสำหรับลูกแล้ว

      3. สังเกตจากน้ำหนักของลูก ควรเพิ่มขึ้นจากการตรวจร่างกาย ตามนัดของแพทย์ในแต่ละครั้ง หากรู้สึกว่าน้ำนมออกน้อยเกินไป ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก คุณแม่ควรปลุกทารกมากินนมบ่อยๆ อย่างน้อย ทุกๆ 2 – 3 ชั่วโมง เพราะการดูดนมจากลูกน้อยเป็นการกระตุ้นเรียกน้ำนมแม่ที่ดีที่สุด นอกจากนั้น อาหาร-     การกินของคุณแม่ก็มีส่วนสำคัญ

        ตัวช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับคุณแม่ การเลือกอาหารเสริมเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพน้ำนมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราแนะนำ โดยคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และกำลัง  ให้นมน่าจะคุ้นเคยกับน้ำหัวปลีแบรนด์ Mommy Booster กันมาบ้าง เพราะเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีการรีวิวและพูดถึงในวงกว้าง สามารถช่วยเพิ่มน้ำนมได้    อย่างเห็นผล ปัจจุบัน Mommy Booster ได้พัฒนาไปอีกขั้นโดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาเป็นผลงานวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่า หัวปลีพันธุ์ที่ Mommy Booster เลือกใช้มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มน้ำนมมากที่สุด เมื่อเทียบกับหัวปลีพันธุ์อื่นๆ คุณแม่จึงมั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ดื่มจะได้รับประโยชน์ในการเพิ่มน้ำนมอย่างเต็มที่จากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี โดยได้รับความไว้วางใจและผ่านการรีวิวจากเหล่าคุณแม่มาแล้วนับไม่ถ้วน

Mommy Booster

  • น้ำนมเพิ่มขึ้นทันใจ
  • น้ำนมมาไวหลังคลอดเมื่อดื่มบำรุงตั้งแต่ตั้งครรภ์
  • น้ำนมข้นขึ้นอย่างมีคุณภาพ
  • ดื่มแล้วไม่อ้วนเพียง 30Kcal/ขวด
  • คุณแม่เบาหวานทานได้น้ำตาลไม่ขึ้น
  • ปลอดภัย มั่นใจได้ ด้วยกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP/HAACP
  • โปร่งใส ปลอดภัย พร้อมข้อมูลโภชนาการบนผลิตภัณฑ์